Thailand 4.0 ประเทศไทยกับการก้าวเข้าสู่ Cashless Society

Spread the love

ในเวลานี้หลายคนคงเคยได้ยินคําว่า ‘Mobile Banking‘, ‘Prompt Pay‘, ‘E-Money’ และ ‘FinTech‘ ไม่มากก็น้อย คําจํากัดความเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับรูปแบบการทําธุรกรรมทางการเงินใหม่ๆ ในชีวิตประจําวัน ซึ่งเริ่มเข้ามาแทนที่การทําธุรกรรมรูปแบบเดิม นั่นคือ การใช้เงินสด โดย Cashless Society หรือ Cashless Economy เป็นแนวคิดสังคมเศรษฐกิจที่ปราศจากเงินสด หรือสังคมเศรษฐกิจที่ไม่นิยมถือเงินสด ที่มีการพูดถึงกันเป็นครั้งแรกในวงการธนาคารพาณิชย์ในช่วงทศวรรษ 1950 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่มองว่าความสําคัญของเงินสดในอนาคตจะลดน้อยลง และจะถูกแทนที่โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคมในการทําธุรกรรมทางการเงินแทน

ในช่วงปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้มีการออกนโยบายและกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศเข้าสู่ Cashless Society หนึ่งในประเทศผู้นําด้านนี้คือ สวีเดน เห็นได้จากการชําระเงินในประเทศสวีเดนในปี 2558 ที่ทําผ่านระบบ E-Payment มีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของการทําธุรกรรมทางการเงินในประเทศ ขณะที่ตัวเลขโดยเฉลี่ยของทั้งโลกอยู่ที่เพียงแค่ร้อยละ 25 ปัจจัยผลักดันสําคัญที่ทําให้สวีเดนเข้าสู่ยุคของ Cashless Society ก่อนหลายประเทศในโลกสามารถสรุปได้เป็น 3 ปัจจัยสําคัญ ได้แก่
1) ปัจจัยด้านกฎหมาย (Legal)
2) ปัจจัยด้านเทคโนโลยี (Technology)
3) ปัจจัยทางด้านสังคม (Social)
โดยเมื่อย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 รัฐบาลสวีเดนเป็นชาติแรกของโลก ที่ได้ประกาศเปิดตัวแอพพลิเคชั่นชื่อ Swish Payment ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชาวสวีเดนสามารถทําธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และนับแต่นั้น ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยต่างก็หันมาเปิดรับการชําระเงินผ่านช่องทางดังกล่าวมากขึ้น โดยทุกธุรกรรมสามารถใช้บัตรเครดิตและโทรศัพท์มือถือทําแทนได้ขณะเดียวกันการตอบรับของภาคธุรกิจก็เป็นบวกเช่นกัน โดยผู้ประกอบการที่ได้ติดตั้งเครื่องรับชําระผ่านบัตรเครดิตมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นการเพิ่มช่องทางการบริโภคนั่นเอง

Money-Credit-Card-Cashless-Economy

ในส่วนของประเทศไทยนั้น การก้าวเข้าสู่ Cashless Society ยังล้าหลังประเทศอื่นๆ อยู่มาก เพราะอัตราการใช้เงินสดของไทยในปัจจุบันมีสัดส่วนถึงร้อยละ 97 แต่สิ่งที่จะทําให้พฤติกรรมนี้เปลี่ยนไป คือ การเพิ่มขึ้นของการใช้สมาร์ทโฟน ประกอบกับการที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดทําแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชําระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National E-Payment Master Plan) เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของระบบธนาคารในประเทศ พร้อมทั้งยกระดับและผลักดันประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิตอลโดยไม่ต้องใช้เงินสดดังเช่นหลายประเทศชั้นนําทั่วโลก ตัวอย่างเช่น การเปิดบริการโอนเงินและรับโอนเงินแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘PromptPay หรือ Any ID‘ ซึ่งเป็นเพียง 1 ใน 5 โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงเครือข่ายการชําระเงินให้สะดวกทันสมัย อีกทั้งดําเนินการร่างกฎหมายเพื่อรองรับธุรกรรม E-Money ในส่วนของสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เร่งผลักดันการระดมเงินทุนผ่าน Crowd-Funding และหน่วยงานหลักที่ถูกมอบหมายภารกิจเพื่อกระตุ้นและสร้างบรรยากาศให้เกิดการขับเคลื่อน คือ กรมสรรพากร ผ่านนโยบายอุดหนุนต่างๆ เช่น การคิดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าร้อยละ 7 สําหรับการชําระเงินโดยเงินสด การคิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่าน PromptPay ที่ถูกลง และการผ่อนปรนทางภาษีสําหรับผู้ใช้งาน E-Payment นอกจากนี้แผนแม่บท National E-Payment ของภาครัฐ ยังครอบคลุมถึงเรื่องการเพิ่มจํานวนเครื่องรับชําระบัตรการพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีและการออกใบกํากับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการปรับระบบการจ่ายเงินของภาครัฐให้เป็นรูปแบบ E-Payment ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเข้าสู่ยุค Cashless Society อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตต่อไป โดยมีสํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Transactions Development Agency : ETDA) ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนทําหน้าที่ดําเนินการพัฒนาและส่งเสริมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในการทําธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศไทย ซึ่งให้ความสําคัญกับการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อยกระดับภาคการผลิตและบริการไปสู่ Thailand 4.0 โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นพลังขับเคลื่อนสําคัญ ซึ่งในภาคการเงินเทคโนโลยี FinTech ได้เปลี่ยนโฉมผ่านความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) โดยประเทศไทยเองได้ใช้ประโยชน์จาก FinTech และประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ระบบการชําระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติเพื่อตั้งเป้าให้ไทยเป็นสังคมไร้เงินสดในอนาคต แต่ในปัจจุบันอาจยังติดขัดในบางประเด็นความท้าทายต่างๆ ทั้งในแง่ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไปจนถึงการมีกฎระเบียบกติกาที่จะรองรับการทําธุรกรรมรูปแบบใหม่

จากการประมาณการโดยสมาคมธนาคารไทย การชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Payment สามารถขจัดต้นทุนที่ไม่จําเป็นจากธุรกรรมเงินสดได้มากกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีนอกจากนี้ Cashless Society ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลจากความโปร่งใสของระบบการเงิน อันถือเป็นตัวแปรสําคัญที่จะมารองรับการเป็น Cashless Society ของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของเงินที่ผิดปกติได้ง่ายยิ่งขึ้น ช่วยแก้ไขและลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษีการคอร์รัปชั่น และการฟอกเงินของประเทศได้นอกจากนี้ผลการวิจัยล่าสุดได้บ่งชี้ถึงผลกระทบเชิงบวกจาก E-Payment ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต่อ GDP และปริมาณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค สําหรับการบริโภคนั้น E-Payment จะช่วยส่งเสริมการบริโภคผ่านการกระจายฐานลูกค้า ทําให้ช่องทางการทําธุรกิจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีจากการจัดอันดับดัชนีวิวัฒนาการทางดิจิตอล (Digital Evolution Index) ภายใต้งานเสวนา ‘Infinity And Beyond : ต่อยอดความคิดด้วยนวัตกรรม‘ ได้บ่งบอกถึงความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของไทยต่อการนําประเทศเข้าสู่ Cashless Society โดยมีข้อเสนอแนะว่าหากไทยต้องการที่จะได้รับประโยชน์จาก Cashless Society มากที่สุด ไทยควรต้องบรรลุเงื่อนไข 2 ข้อก่อน คือ การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และการเพิ่มความนิยมของระบบ E-Payment ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจําเป็นในการบูรณาการ เพื่อปรับปรุงระบบการชําระเงินทั้งหมดของประเทศ อันจะช่วยสนับสนุนให้มีการใช้งาน E-Payment เพิ่มมากขึ้น และทําให้ E-Payment เป็นปัจจัยผลักดันการขยายตัวของ GDP ต่อไป

สําหรับการเพิ่มความนิยมและความยอมรับของสังคมในระบบ E-Payment นั้น ยังมีข้อจํากัดอยู่ 2 ประการ คือ 1) คุณสมบัติเฉพาะของค่าเงินสกุลประเทศต่างๆ และ 2) ความต้องการของผู้คนในการใช้เงินสดในชีวิตประจําวัน ทั้งนี้ หนทางหนึ่งที่จะช่วยลดข้อจํากัดประการหลัง คือ การให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้งานและประโยชน์ของ E-Payment จากการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยสามารถก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดดังเช่นประเทศสวีเดนได้ซึ่งจากการประเมินของนักวิเคราะห์คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากปี 2563

อย่างไรก็ตาม สําหรับภาคประชาชนดูเหมือนว่ากระแสตอบรับ E-Payment ยังไม่มากนัก ท่ามกลางกระแสข่าวความไม่ปลอดภัยบนโลก Cyber ประกอบกับความไม่มั่นใจของผู้ใช้งานในการทําธุรกรรมรูปแบบใหม่ๆ ดังนั้นหากภาครัฐ ภาคธนาคาร และภาคธุรกิจยังไม่สามารถหาวิธีการที่ทําให้ประชาชนเกิดความเชื่อใจได้ Cashless Society ก็จะยังคงไม่เกิดในประเทศไทย เนื่องจากยังขาดความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านกฎหมายรองรับและสนับสนุน รวมถึงปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่ให้ความเชื่อมั่นได้ว่าระบบจะมีความปลอดภัย และการยอมรับของภาคประชาชน ในทางตรงกันข้าม หากธนาคารสามารถพัฒนารูปแบบระบบการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ ‘ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า‘ คู่ขนานไปกับการเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวได้เราก็น่าจะได้เห็นปรากฏการณ์ดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศสวีเดนในไทยได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ สําหรับประเทศสวีเดนเองจากการที่สาขาธนาคารส่วนใหญ่ภายในประเทศยกเลิกบริการฝาก-ถอนเงินสด และจํานวนตู้ ATM ที่ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้อัตรา Cash Machine Coverage ลดลงต่ําที่สุดเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป และกรณีที่ต้องการถอนเงินสดช่องทางที่สะดวกที่สุดคือ Supermarket Checkout Line แม้กระทั่งโบสถ์ในประเทศสวีเดนเองยังรับทําบุญผ่านการโอนเงิน การซื้อตั๋วรถบัสก็ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินสดอีกต่อไป รวมทั้งด้านการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะต้องใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตเท่านั้นระหว่างการท่องเที่ยว จะเห็นได้ว่าแม้สังคมปราศจากเงินสดจะสะดวก รวดเร็ว แต่ก็มีผลกระทบต่อสภาพคล่องของเงินหมุนเวียนในระบบ และการใช้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ๆ ซึ่งระบบ Cashless Society ยังครอบคลุมไม่ทั่วถึง ซึ่งรัฐบาลสวีเดนได้ให้ความสําคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม และต้องการให้การเปลี่ยนแปลงของระบบการชําระเงินภายในประเทศดําเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชาวสวีเดนเอง ก็ได้คาดการณ์ว่าสังคมปลอดเงินสดในประเทศจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบรวดเร็วที่สุดในปีค.ศ. 2030

ที่มา สํานักการค้าบริการและการลงทุน


Spread the love